วันศุกร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2560

สาธารณรัฐสิงคโปร์ (Republic of Singapore)

 สิงคโปร์ (Singapore)

                สิงคโปร์ (Singapore) ประเทศเล็กกกกๆที่น่าสนใจ เพื่อนบ้านฝาแฝดของเกาะภูเก็ต ที่มีขนาดพื้นที่ใกล้เคียงกัน มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 697 ตารางกิโลเมตร โดยจะเป็นเกาะใหญ่หนึ่งเกาะ (เกาะสิงคโปร์) และเกาะเล็กๆ อีกมากกว่า 60 เกาะ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของคาบสมุทรมลายู ทางทิศเหนือติดกับช่องแคบยะโฮร์ ทิศใต้ติดกับช่องแคบสิงคโปร์ ทิศตะวันออกติดกับทะเลจีนใต้ และทิศตะวันตกติดกับช่องแคบมะละกา ส่วนอากาศก็มีความใกล้เคียงกันมากเพราะเป็นอากาศร้อนฝนตกชุก แบบเขตร้อนชื้น
 สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีพื้นที่จำกัดและมีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติอยู่น้อย สินค้าส่งออกที่สำคัญจึงเป็นพวกเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป แผงวงจรไฟฟ้า และส่วนประกอบอากาศยานและอุปกรณ์การบิน ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญก็จะเป็นพวก พลังงาน อาหาร และวัตถุดิบในงานอุตสาหกรรม เช่น ยางพารา
    เดิมสิงคโปร์เป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า เทมาเส็ก (Temasek) หรือ ทูมาสิก (Tumasik) มีกษัตริย์เป็นผู้ปกครอง ในศตวรรษที่ 3 ของประวัติศาสตร์จีน มีการกล่าวถึงสิงคโปร์เป็นครั้งแรก ในชื่อของ โปหลัวชาง (Pu-Luo-Chung) ที่หมายถึงปลายสุดของคาบสมุทร
     ในศตวรรษที่ 13 เจ้าชายแสง นิลา อุตามา (Sang Nila Utama) แห่งปาเลมบัง (Palembang) (นครพระราชอาณาจักรศรีวิชัยประเทศอินโดนีเซีย) เดินทางออกมาแสวงหาสถานที่สำหรับสร้างเมืองใหม่ และได้สร้างเมืองขึ้นที่บริเวณเกาะเทมาเส็กและเปลี่ยนชื่อเป็น สิงหปุระ (Singapura) หรือ “เมืองสิงโต”  ซึ่งมาจากคำในภาษาสันสกฤต “สิงหะ (simha)” (สิงโต) กับคำว่า “ปุระ (pura)” (เมือง)
           พ.ศ.2054 สิงคโปร์ตกเป็นเมืองขึ้นของโปรตุเกส
           พ.ศ.2434 เซอร์ สแตมฟอร์ด ราฟเฟิลส์ (Sir Stamford Raffles) ตัวแทนของบริษัทบริติชอินเดียตะวันออก (The British East India Company) เดินทางมาตกลงการค้ากับสุลต่านผู้ปกครองสิงคโปร์ โดยมีการลงนามทำข้อตกลงเพื่อให้สิทธิ์แก่อังกฤษในการก่อตั้งสถานีการค้าที่สิงคโปร์และจัดตั้งเป็นท่าเรือปลอดภาษี สำหรับประเทศแถบเอเชียรวมถึงสหรัฐอเมริกาและตะวันออกกลาง และต่อมาก็ยึดครองสิงคโปร์ไว้ได้
สิงคโปร์ยุคใหม่ได้รับการก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 19 อันเนื่องมาจากการเมือง การค้า และบุรุษที่รู้จักกันในนาม เซอร์ สแตมฟอร์ด ราฟเฟิลส์ (Sir Stamford Raffles)
ในช่วงเวลาดังกล่าว จักรวรรดิอังกฤษกำลังมองหาท่าจอดเรือสินค้าในภูมิภาคนี้เพื่อใช้เป็นฐานสำหรับกองเรือสินค้าของตน และเพื่อไม่ให้ฝ่ายกองเรือของดัตช์ช่วงชิงความได้เปรียบในการแข่งขันทางการค้าจากฝ่ายอังกฤษ สิงคโปร์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่กำลังรุ่งเรืองในแถบช่องแคบมะละกาอยู่ก่อนแล้ว จึงกลายเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
ราฟเฟิลส์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นรองผู้ว่าการเมืองเบงคูเลน (ปัจจุบันนี้คือ เบงกูลู) ในเกาะสุมาตรา ได้เดินทางมาขึ้นฝั่งที่สิงคโปร์ในวันที่ 29 มกราคม ค.ศ. 1819 หลังจากที่ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพอันมหาศาลของเกาะที่เต็มไปด้วยที่ลุ่มน้ำและหนองบึงแห่งนี้ จึงได้เข้ามาช่วยเจรจาทำสนธิสัญญากับบรรดาผู้ปกครองท้องถิ่น และก่อตั้งสิงคโปร์เป็นสถานีการค้าขึ้นมา เมืองแห่งนี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นศูนย์กลางการค้าโดยเน้นเรื่องการให้บริการคลังสินค้า ทำให้ผู้คนอพยพหลั่งไหลเข้ามาทำงานทั้งจากประเทศจีน อินเดีย หมู่เกาะมาเลย์ และดินแดนที่ไกลออกไป
ในปี ค.ศ. 1822 ราฟเฟิลส์ได้ประกาศใช้แผนการจัดการผังเมืองของราฟเฟิลส์ (Raffles Town Plan) ซึ่งเรียกกันอีกชื่อว่า แผนการแจ็คสัน (Jackson Plan) เพื่อเข้ามาจัดการปัญหาความไร้ระเบียบในดินแดนอาณานิคมแห่งนี้ บริเวณย่านที่พักอาศัยได้ถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วนตามเชื้อชาติ เมืองยุโรปมีผู้พำนักเป็นพ่อค้าชาวยุโรป ชาวยูเรเซีย และชาวเอเชียผู้มั่งคั่ง ในขณะที่ชุมชนชาวจีนนั้นตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นไชน่าทาวน์ในปัจจุบันและด้านตะวันออกเฉียงใต้ของแม่น้ำสิงคโปร์ ชาวอินเดียพักอาศัยอยู่ในย่านชูเลีย กัมปง (Chulia Kampong) ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของย่านไชน่าทาวน์ และย่านกัมโปงกลาม ก็จะมีชาวมุสลิม ชาวมาเลย์ และชาวอาหรับซึ่งได้อพยพเข้ามาตั้งรกรากในสิงคโปร์ สิงคโปร์ยังคงเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่องในฐานะสถานีการค้า โดยมีการตั้งธนาคารพาณิชย์ สมาคมนักธุรกิจ และสภาหอการค้าที่สำคัญ ๆ หลายแห่ง ในปี ค.ศ. 1924 มีการเปิดสะพานซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมเชื่อมทางตอนหนือของสิงคโปร์กับยะโฮร์ บาห์รูของมาเลเซีย
           ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  สิงคโปร์ถูกโจมตีโดยกองทัพญี่ปุ่นในวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1941 ผู้รุกรานบุกเข้ามาทางทิศเหนือ โดยทำให้ผู้บัญชาการกองกำลังของอังกฤษหลงกลเนื่องจากคาดว่าญี่ปุ่นจะยกพลขึ้นบกจากทางทิศใต้ ถึงแม้ว่าจะมีกองกำลังมากกว่า แต่ฝ่ายสัมพันธมิตรก็ยอมแพ้ต่อกองกำลังญี่ปุ่นในวันตรุษจีน ซึ่งตรงกับวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1942 นับเป็นการยอมแพ้ของกองกำลังที่นำโดยอังกฤษครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เกาะแห่งนี้ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับสมญานามว่า “ป้อมปราการที่ไม่อาจตีฝ่าเข้าไปได้” ได้รับการเปลี่ยนชื่อเสียใหม่เป็น โชนันโตะ (Syonan-to) (หรือ “แสงแห่งเกาะใต้” ในภาษาญี่ปุ่น)เมื่อกองทัพญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงครามในปี ค.ศ. 1945 เกาะสิงคโปร์จึงถูกส่งมอบให้แก่คณะผู้บริหารกองทัพอังกฤษ (British Military Administration) ซึ่งอยู่ในอำนาจมาจนกระทั่งมีการยุบนิคมช่องแคบ (Straits Settlement) ซึ่งประกอบด้วย เกาะปีนัง มะละกา และสิงคโปร์ ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1946 สิงคโปร์ได้กลายเป็นดินแดนอาณานิคมอังกฤษ
ในปี ค.ศ. 1959 กระแสชาตินิยมที่ทวีขึ้นทุกขณะได้นำไปสู่การปกครองตนเอง และมีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศ พรรคกิจประชาชน (People’s Action Party - PAP) ชนะการเลือกตั้งครองเสียงข้างมากในสภาจำนวน 43 ที่นั่ง และนายลี กวน ยู ก็ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์
           พ.ศ.2506 สิงคโปร์ได้รับเอกราชจากอังกฤษและเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐมลายา หรือมาเลเซียในปี (ค.ศ. 1963 )ได้มีการก่อตั้งประเทศมาเลเซีย ซึ่งประกอบขึ้นด้วยสหพันธรัฐมาลายา สิงคโปร์ ซาราวัก และบอร์เนียวเหนือ (ปัจจุบันนี้คือซาบาห์) การเดินเกมการเมืองในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าการควบรวมสิงคโปร์เข้าไปในครั้งนั้นไม่ประสบความสำเร็จ 
         พ.ศ.2508 สิงคโปร์แยกตัวออกจากมาเลเซีย และประกาศตัวเป็นเอกราช ตั้งแต่นั้นมาสิงคโปร์ก็พยายามพัฒนาและปรับปรุงประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้า และประชากรมีมาตรฐานคุณภาพชีวิตที่สูงสุด
ทุกวันนี้ สิ่งของและสถานที่ต่าง ๆ ที่บอกเล่าเรื่องราวในอดีตของสิงคโปร์ซึ่งเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมหลากหลาย เรื่องราวในยุคสมัยอาณานิคม และยุคสงคราม ได้รับการอนุรักษ์เอาไว้เป็นอย่างดีทั้งในตัวเมืองและบริเวณรอบ ๆ สามารถเยี่ยมชมอนุสาวรีย์ พิพิธภัณฑ์ และอนุสรณ์สถานต่าง ๆ หรือเดินทางย้อนเวลากลับไป โดยการเดินไปตามเส้นทางเดินเที่ยวสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

ชื่อสำคัญในตำบลรัษฎา

ตำบลรัษฎา เดิมชื่อ ตำบลสั้นใน ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๘๓ ได้มีการเปลี่ยนชื่อตำบลชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี๊ ณ ระนอง) สมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลภูเก็ต (พ.ศ. ๒๔๔๔- ๒๔๕๖) และเป็นผู้ได้รับพระราชทานนามสกุล ณ ระนอง
พื้นที่ตำบลมีเนื้อที่โดยประมาณ ๓๘ ตารางกิโลเมตรพื้นที่ประมาณ ร้อยละ ๔๐ เป็นภูเขา อีกร้อยละ ๖๐ เป็นพื้นที่ราบประกอบด้วยที่ราบเนินเขา (ม.๒, ๓, ๕ และ ม.๖) และที่ราบริมฝั่งทะเล (ม.๑, ๔ และ ๗) ซึ่งเป็นป่าชายเลน มีหมู่บ้าน ๗ หมู่บ้าน ม.๑ บ้านเกาะสิเหร่ ม.๒ บ้านบางชีเหล้า,หมู่ที่ ๓ บ้านกู้กู, ม.๔ บ้านแหลมตุ๊กแก, ม.๕ บ้านทุ่งคาพะเนียงแตก, ม.๖ บ้านลักกงษี ม.๗ บ้านท่าเรือใหม่
                บ้านกู้กู
บ้านกู้กูเกิดจากการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวบ้านที่ค่อนข้างลำบากยากจน ไม่เป็นที่แน่ชัดว่ากลุ่มใดเพราะตามตำนานเล่าขานมีสองความเห็นคือ หนึ่ง เป็นทาสที่ได้รับการปลดปล่อย กับความเห็นที่สองคือ ชาวบ้านไพร่พลยากจนที่อพยพย้ายถิ่นฐานมาจากที่อื่น และพบว่าบริเวณหมู่บ้านมีความอุดมสมบูรณ์ ทั้งภูเขา แหล่งน้ำ ทะเล สามารถทำการเกษตร ปลูกผัก ยางพารา ทำนา ซึ่งนาผืนสุดท้ายปัจจุบันคือ ไร่วานิช นอกจากนี้มีการทำประมงชายฝั่งดักจับสัตว์น้ำ โดยใช้เครื่องมือที่ทำขึ้นเช่นใช้นางหากุ้ง ต่อมาก็มีการร่อนแร่ตามลำราง จากความอุดมสมบูรณ์จนมีการเปรียบเทียบว่าถ้าอยู่ที่กู้กูไม่ต้องซื้อกับข้าวเพียงหุงข้าวไว้แล้วออกไปหาอาหารกลับมาข้าวสุกได้กินพร้อมข้าวพอดี นั้นหมายถึงบริเวณใกล้ ๆ บ้านก็สามารถหาอาหารได้ง่ายไม่ลำบาก จนทำให้ผู้คนมีชีวิตที่ดี จึงบอกว่าพื้นดินแห่งนี้คือแหล่งกู้กูและเรียกว่าหมู่บ้านนี้ว่า “บ้านกู้กู”
ในครั้งหนึ่งที่ชาวบ้านและคุณลุงจำรัส ภูมิภูถาวร ครูภูมิปัญญาได้มีโอกาสได้เข้าถวายงานต่อหน้าพระพักตร์สมเด็จพระเทพฯ ณ สวนอัมพร ปรากฏว่าเมื่อขึ้นชื่อป้ายหมู่บ้านมีข้าราชการมาบอกว่าให้เอาลงเนื่องจากไม่สุภาพ แต่เมื่อพระองค์เสด็จมาถึงได้ตรัสถามว่าเหตุใดจึงไม่มีป้ายชื่อเมื่อสดับฟังก็ทรงตรัสด้วยพระเมตตาว่า “ท่านก็กูเราก็กู” ยังความปลื้มปีติอย่างหาที่สุดมิได้แก่ราษฎรบ้านกู้กู
                บ้านท่าจีน / บ้านคอกช้าง
ในช่วงที่มีการอพยพตั้งรกรากอาศัยบริเวณนี้เป็นที่อยู่ของชาวจีนโพ้นทะเลที่มีการเดินทางมาตามเส้นทางสิงคโปร์ ปีนัง ส่วนใหญ่มาจากมณฑลฮกเกี้ยนของจีน มีเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน มาตั้งถิ่นฐานริมชายฝั่งเกาะภูเก็ตและที่ท่าจีนนี้ มีการสร้างท่าเทียบเรือเป็นที่สำหรับจอดเรือขนาดเล็กมีท่าบน และท่าล่าง จึงเรียกว่าท่าจีนจากการที่ผู้คนที่อยู่บริเวณท่าส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายจีน มีอาชีพทำสวน ทำไร่ หาปลา หาปูโดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่ายอง
ถัดมาเรียกว่า บ้านคอกช้างเพราะเป็นพื้นที่ที่เดิมใช้เลี้ยงช้าง
เกาะสิเหร่
ความเป็นมาของชื่อ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
เป็นพื้นที่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะภูเก็ต โดยมีคลองท่าจีนระหว่างเกาะกับแผ่นดินใหญ่มีสะพานเชื่อมการคมนาคมระหว่างเกาะกับผืนดินของเกาะภูเก็ต ซึ่งอาจจะนับเป็นเกาะแยกออกมาหรือเป็นพื้นที่ของเกาะภูเก็ตก็ได้ เกาะสิเหร่อยู่ห่างจากตัวเมืองภูเก็ตประมาณ 4 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 20 ตารางกิโลเมตร คนส่วนใหญ่มีอาชีพประมง เก็บหอย หาหอยมุก “สิเหร่” เป็นภาษา ยาวี มลายู แปลว่า  พลู  ใบพลู
จากภาษาชาวเลว่า ปูเลาสิเหร่ หมายถึง เกาะพลู (ปูเลา แปลว่า เกาะ, สิเหร่ แปลว่า พลู )
[ข้อมูลนี้ได้จากหนังสือ ถลาง ภูเก็ต และชายฝั่งอันดามัน โบราณคดี ประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ และเศรษฐกิจ กรมศิลปากรพิมพ์เนื่องในโอกาสสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในพิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง 14 มีนาคม 2532 หน้า 222]
มีความเป็นไปได้ว่าลักษณะของเกาะสิเหร่ใกล้เคียงกับเกาะปีนังซึ่งในแผนที่เดินเรือ เรียกว่า ปูเลา ปีนัง หรือ เกาะหมาก เมื่อนักเดินเรือที่เดินทางจากปีนังมาพบเกาะสิเหร่นี้จึงให้เป็นเกาะแฝดและใช้ชื่อว่า ปูเลาสิเหร่ หรือ เกาะพลู และใช้ชื่อ เกาะสิเหร่สืบต่อมา
รูปภาพประกอบ
ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงสภาพพื้นที่เกาะสิเหร่


ภาพแสดง บ้านแหลมตุ๊กแก
สถานที่สำคัญ
(๑)   แหลมตุ๊กแก ตั้งอยู่บริเวณบนเกาะสิเหร่ หมู่ที่ ๔ ตำบลรัษฎา บ้านแหลมตุ๊กแก คือ หมู่บ้านชาวเลกลุ่มใหญ่ที่สุดของภูเก็ต หมู่บ้านอยู่ปลายสุดของเกาะสิเหร่ส่วนหนึ่งเป็นชาวอูรักลาโว้ย หรือที่เรียกได้หลายชื่อ อาทิ ชาวเล, ชาวน้ำ, ชาวไทยใหม่ อาศัยอยู่บริเวณนี้มาช้านานมีจำนวนกว่า 200 หลังคาเรือน บ้านแต่ละหลังเป็นบ้านไม้ที่สร้างขึ้นแบบเรียบง่าย
(๒)  แหลมหงา ตั้งอยู่บนเกาะสิเหร่ หมู่ที่ ๑ เป็นหมู่บ้านชาวไทยที่ดั้งเดิมมีบรรพบุรุษส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาลายู อินโด นับถือศาสนาอิสลาม มาอาศัยอยู่ก่อน แต่ในปัจจุบันเริ่มมีคนย้ายถิ่นเข้ามาอาศัยและมีการแต่งงานแยกครอบครัวออกไปบ้างจึงมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ผู้คนพื้นถิ่นเดิมอาศัยปลูกยางทำสวน ทำไร่ ประมง หาปลา หาหอย

โหนทรายทอง
เกิดจากการอพยพย้ายถิ่นของประชาชนที่ไร้ที่อยู่อาศัย ซึ่งเดิมบริเวณนี้เป็นแหล่งทำแร่ดีบุกแต่เมื่อเลิกเหมืองแร่จึงเหลือสภาพเป็นเนินทรายขนาดใหญ่ซึ่ง คนภูเก็ต เรียกว่าท่องขี้ทราย หรือโหนขี้ทราย เมื่อเกิดเป็นชุมชน จึงตั้งชื่อชุมชนนี้ว่า โหนทรายทอง

วัดโฆษิตวิหาร
วัดโฆษิตวิหาร เดิม เรียกว่า วัดโคกแสร้ง หรือ โคกแซะ เนื่องจากที่ตั้งมีต้นแซะจำนวนมาก จนเปลี่ยนมาเป็นวัดโฆษิตวิหารและได้รับวิสงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๔๕๕
บ้านโดราว เพี้ยนมาจาก ประดู่ราว (สำเนียงท้องถิ่นภูเก็ตเรียกต้นประดู่ว่าต้นโด) เนื่องจากมีการปลูกประดู่เป็นแถวต่อเนื่องตลอดแนว
บริเวณนี้ในอดีต คือลานประหาร และ นักโทษประหารรายสุดท้ายคือ นายจันทร์ บริบาล หรือหมอจันทร์ ผู้ปลิดชีพ พระยารัษฎานุประดิษฐ์ ด้วยปืนเบรานิ่ง เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๕๖ และ ถึงอนิจกรรมหลังจากรักษาตัวหลังจากนั้นอีก ๔๕ วัน ในวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๔๕๖ ณ เมืองปีนัง มาเลเซีย
รูปภาพประกอบ
-          สถานที่สำคัญ บ้านโคกแซะ หรือ โคกแสร้ง, ลานประหารมณฑลภูเก็ต
-          บุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้อง นายจันทร์ บริบาล พระยารัษฎานุประดิษฐ์

สุสานพระอร่าม
หลุมฝังศพของอำมาตย์ตรี พระอร่ามสาครเขต ตั้งอยู่ริมถนนเทพกระษัตรี ตำบลรัษฎา ที่มีความวิจิตรซุ้มประตูสร้างด้วยศิลปะแบบจีน สถูปอาคารเป็นทรงลังกาแบบสุโขทัย และตกแต่งภายในแบบยุโรป  อย่างวิจิตรงดงาม พร้อม อนุสาวรีย์ พระอร่ามสาครเขต และฝังสมบัติ เครื่องเพชร ทอง รัตนชาติไว้ ซึ่งมีคุณค่าทางศิลปะและประวัติศาสตร์ที่สำคัญ
-          สถานที่สำคัญ สะพานพระอร่าม บ้านพระอร่ามสาครเขตร วัดป่าอร่ามรัตนาราม โรงพยาบาลมิชชั่น
-          บุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้อง พระอร่ามสาครเขต ต้นตระกูล ตัณฑัยย์

เขาโต๊ะแซะ เป็นยอดเขาสูงเป็นที่ตั้งสถานีส่งสัญญาณโทรทัศน์ และวิทยุ หากขึ้นมาจากทางศาลจังหวัดภูเก็ต ตรงเชิงเขาทางด้านซ้ายมือ จะเห็นมีศาลเจ้าพ่อโต๊ะแซะตั้งอยู่
ศาลเจ้าพ่อโต๊ะแซะ มีอยู่สองแห่งด้วยกัน คือ ที่ถนนสุทัศน์กับบนยอดเขาโต๊ะแซะ ภายในศาลเจ้ามีรูปหล่อของโต๊ะแซะขาว โต๊ะแซะดำ และโต๊ะแซะแดง ซึ่งเชื่อกันว่า ท่านเป็นเจ้าที่ ซึ่งชาวบ้านให้ความเคารพนับถือกันมาก บางคนที่เคร่งจริงๆ เค้าจะไม่ทานหมู ทุกวันศุกร์ ที่ศาลเจ้าพ่อโต๊ะแซะนี้ เค้าจะจัดงาน เซ่นไหว้บวงสรวง เป็นประจำในเดือนหกของทุกปี โดยในวันนั้น จะมีการประทับทรงและเซ่นไหว้กัน ซึ่งของเซ่นไหว้ก็มี พริกแดง หมากพลู ยาเส้นใบจาก ดอกไม้ พวงมาลัย ข้าวเหนียวขาว และข้าวเหนียวเหลือง ส่วนที่ห้ามเด็ดขาดเลยก็คือ ห้ามนำหมู เข้ามาในศาลเจ้าเด็ดขาด
          ประวัติความเป็นมา เล่าว่าบริเวณภูเขาแห่งนี้เป็นที่อยู่ของนักปราชญ์ชาวมุสลิม ๓ ท่านซึ่งเป็นพี่น้องกัน คือโต๊ะแซะขาว โต๊ะแซะดำ และโต๊ะแซะแดง ตามลำดับ (คำว่าโต๊ะ หมายถึงผู้อาวุโส  และ แซะ หมายถึง อาจารย์ นักปราชญ์ ผู้รู้ )เป็นที่เครารพนับถือของชาวบ้านอย่างมากจนเมื่อท่านสิ้นชีวิตก็มีความเชื่อและยังนับถือมาถึงปัจจุบันโดยมีการสร้างศาลแห่งแรกบริเวณเชิงเขา ถนนสุทัศน์ไว้และมีสร้างบนยอดเขาเป็นแห่งที่สอง
          บนยอดเขามีน้ำตก เรียกกันว่า น้ำตกบางวัน เนื่องจากจะมีสภาพเป็นน้ำตกเฉพาะช่วงที่มีฝนตก

เขานางพันธุรัตน์เป็นเทือกเขาสำคัญในจังหวัดภูเก็ต เล่าต่อกันมาว่าในอดีตช่วงที่ภูเก็ตมีการทำเหมืองแร่ดีบุกชาวบ้านออกมาร่อนแร่ได้เครื่องประดับทองจำนวนมากแต่ไม่สามารถใส่ได้เพราะมีขนาดใหญ่เกินปกติเช่นแหวนแต่มีขนาดเท่ากำไล จึงคิดว่าภูเขาแห่งนี้ต้องเคยเป็นที่อยู่อาศัยของยักษ์จึงเรียกว่า เขานางพันธุรัตน์ ตามชื่อนางยักษ์ในวรรณคดีไทย เรื่องสังข์ทอง

บางชีเหล้า
คำว่า บางชีเหล้า เพี้ยนมาจาก บางเจ๊ะหล้า (บาง = คลอง , ชีเหล้า เพี้ยนมาจากเจ๊ะหล้า หรือ พี่ ชื่อหล้า) ชุมชนบริเวณนี้เกิดจากการตั้งถิ่นฐานของชาวมุสลิม บริเวณใกล้ริมคลอง

ในอดีตมีหมอยาที่เป็นที่รู้จักในนาม โต๊ะจีน แต่ไม่ทราบชื่อเดิม ที่เรียกกันว่าโต๊ะจีนเนื่องจากท่านเป็นมุสลิมที่สามารถพูดจีนได้และมีเพื่อเป็นคนจีนมากจนใคร ๆ ต่างตั้งสมญานามว่าโต๊ะจีน และมีน้องสาวเป็นหมอตำแย ชื่อดัง ชื่อ สม้า ใคร ๆ ก็เรียก มะสม้า 

วันจันทร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2560

Ipoh Perak Malaysia เที่ยวไปตามรอยวัฒนธรรม


Ipoh
                                     ภาพ มุมสูงของเมือง อีโปห์                                              ภาพ พระพุทธรูปในวัดถ้ำ

เมืองอิโปห์ รัฐเปรัก มาเลเซีย อาจจะไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวที่คุ้นเคยหรือมีชื่อเสียงมากนักเมื่อเทียบกับเมืองอื่น ๆ ใน มาเลเซียไม่ว่าจะเป็น ปีนัง กัวลาลัมเปอร์ เก็นติ้ง มะละกา หรือแม้แต่คาเมล่อนที่อยู่เขตติดกัน แต่เมื่อเดินทางไปถึงกลับหลงเสน่ห์เพราะเป็นเมืองน่ารักท่ามกลางหุบเขาล้อมรอบ 


ภาพ หอนาฬิกากลางเมืองย่าน  Ipoh Herritage

เมืองที่สงบแต่อบอุ่นผสมผสานระหว่างวิถีตะวันตกและตะวันออกอย่างลงตัว 
มากมายรายล้อมด้วยนานาอารยสถาปัตย์ เนื่องจากได้รับอิทธิพลทั้งงจีน อาหรับ มาลายู และตะวันตก
เมืองนี้ได้สมญาว่าเป็นเมืองเศรษฐี เนื่องจากในศตวรรตที่ 19 เมืองนี้เป็นเมืองแห่งแร่ดีบุกที่มีความเจริญทัดเทียมกับ เกาะภูเก็ตของไทย มีเศรษฐีเหมืองแร่่เกิดขึ้นมากมาย โบราณสถานที่ปรากฏชัดเจนคือ ปราสาท เคลลี่ อันเป็นอนุสรณ์แห่งความรักกความสูญเสียของเศรษฐีเหมืองแร่ที่ทิ้งไว้



นอกจากนี้ อิโปห์ยังมีชื่อเสียงเรื่องอาหารชั้นยอดไม่ว่าจะเป็นติ่มซำสุดโอชา ข้าวมันไก่เนื้อหนาหนังกรุบกรอบพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด เส้นหมี่ฮกเกี้ยนฉ่ำซอส รวมถึงคัสตาสเนื้อละเอียดละลายในปากหวานพอดีคำ กาแฟไวท์คอฟฟี่อันเลื่องลือหอมกรุ่นละมุนละไม และอาหารอร่อยอีกมากมายเพราะรัฐเปรักมีแหล่งเกษตรกรรมที่สมบูรณ์ผักผลไม้สดกรอบ


นอกจากนี้อิโปห์ยังมีสตรีทอาร์ทแนวๆให้เราเก็บภาพสวยๆ สนุกสนานกับการตามหา

รับรองว่าหากคุณได้ไปเยือนสักครั้งคุณจะต้องมนต์เสน่ห์และหาเวลากกลับไปอีกแน่นอน

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ตามรอย ตำบลกมลา ภูเก็ต

โดย สภาองค์กรชุมชนตำบลกมลา
“ รักษาวิถีชีวิตดั้งเดิม เศรษฐกิจดี ท่องเที่ยวมั่นคง พัฒนาคุณภาพชีวิตสู่ความยั่งยืน ”

ประวัติความเป็นมาและข้อมูลตำบลกมลา
                ตำบลกมลา ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต มีชายหาดที่สวยงานและมีความเป็นธรรมชาติ ตำบลกมลาเป็นตำบลเส้นทางเชื่อมต่อ ไปยังหาดสุรินทร์  หาดป่าตอง  สนามบินนานาชาติภูเก็ต
ตำบลกมลาเป็นตำบลที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน โดยมีหลักฐานเชื่อมโยงว่ามีผู้อาศัยอยู่ก่อนยุคประวัติศาสตร์จากการขุดพบเครื่องมือจากหินและขวาน อายุมากกว่า 3,000 ปี นอกจากนี้ยังมีประวัติเรื่องราวทายาทของพระนางเลือดขาวหรือพระนางมัสสุรีอาศัยอยู่
                สภาพภูมิประเทศตำบลกมลา เป็นภูเขาสลับกับที่ราบ และที่ราบลงสู่ทะเล ริมฝั่งทะเลอันดามัน โดยมีเทือกเขากมลาล้อมรอบ 3 ด้าน มีแนวชายหาดกว้าง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ที่มีประชากรหนาแน่น   เดิมทีชาวกมลามีอาชีพทำนาบนที่ลาดต่ำจากเนินเขาสู่ทะเลหลายร้อยไร่ ซึ่งนาเหล่านี้อุดมสมบูรณ์ด้วย ป่าจากและสัตว์น้ำทั้งน้ำเค็มและน้ำกร่อย ชาวบ้านจึงมีอาชีพเสริมด้วยการทำประมงพื้นบ้านไว้เป็นอาหาร ถัดขึ้นไปเป็นภูเขาสูง มีการทำสวนผลไม้ เช่น ขนุน จำปาดะ ทุเรียนบ้าน เป็นต้น วิถีชีวิตความเป็นอยู่ มีทั้งไทยพุทธและมุสลิมอยู่ด้วยกันอย่างพึ่งพา เอื้ออาทรต่อกัน โดยนับถือศาสนาอิสลามเกือบร้อยละ 90 ปัจจุบันตำบลกมลาเป็นแหล่งท่องเที่ยว    ย่านธุรกิจการค้า   โรงแรมและสถานบันเทิงต่าง ๆ ซึ่งในแต่ละวันมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่ จำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (พฤศจิกายน - พฤษภาคม) และมีสถานท่องเที่ยวที่สำคัญภายในตำบล  เช่น  หาดกมลา  แหลมสิงห์   น้ำตกบางหวาน และแหล่งบันเทิงทางวัฒนธรรมขนาดใหญ่ คือ ภูเก็ตแฟนตาซีและอนุสรณ์สถานสึนามิเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ความสูญเสียจากพิบัติภัยธรรมชาติ สึนามิที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม2547 ตำบลกมลาแบ่งพื้นที่ออกเป็น 6 หมู่บ้าน คือ     หมู่ที่ 1 บ้านบางหวาน  หมู่ที่ 2 บ้านเหนือ      หมู่ที่ 3 บ้านนอกเล   หมู่ที่ 4 บ้านโคกยาง  หมู่ที่ บ้านหัวควน และหมู่ที่ 6 บ้านนาคา  มีการรวมกลุ่มของคนในชุมชนเพื่อรักษาความมั่นคงของชุมชนเดิมไว้หลายกลุ่ม เช่น กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กลุ่มแปรรูปผลผลิต กลุ่มอาชีพ ผ้าปาเต๊ะ ผ้าบาติก กลุ่มออมทรัพย์ กองทุนสวัสดิการชุมน และมีสภาองค์กรชุมชนขึ้นเพื่อเชื่อมโยงกลุ่มต่าง ๆ ในพื้นที่เข้าด้วยกัน

                ที่มาของชื่อตำบลกมลามีการสันนิฐานต่างกันตามร่องรอยประวัติศาสตร์และเรื่องราวตำนานเล่าขานสืบทอดกันมาเป็น 2 แบบคือ
                1. ข้อสันนิษฐานจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ตำบลกมลา เป็นตำบลในอำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ชื่อนี้เป็นชื่อเดียวกับ กราบาลา หรืออ่าวลึกนั้นเอง แต่ได้เพี้ยนจาก กราบาลา ไปเป็นกรามาลา และกรามารา แล้วกลายเป็น "กำมะราอีกนัยหนึ่งมีข้อสันนิษฐานว่า จากหลักฐานทางโบราณคดีเช่น ตำนาน พงศาวดาร ตลอดจนประวัติศาสตร์ ได้กล่าวถึงตำนานเมืองนครศรีธรรมราช อาณาจักรตามพรลิงค์ ได้ระบุว่า"เมืองตะกั่วถลาง"เป็นเมืองลำดับที่ 11 ตามเมืองนักษัตรของอาณาจักร ชื่อว่า"เมืองสุนัขนาม"หรือเมืองประจำปีจอ มีตราประจำเมืองเป็นรูปสุนัข และผู้ปกครองภูเก็จสมัยนั้นได้ถือรูปสุนัขมายกย่องนับถือ ซึ่งเมืองนี้อาจตั้งอยู่ที่อำเภอกระทู้ บ้านกมลาจึงอาจจะเพี้ยนมาจากชาวบ้านโบราณเรียกว่า "บ้านกราหม้า" (สำเนียงภูเก็ต) มีความหมายว่าหมู่บ้าน"ตราหมา"ซึ่งตรงกับตราประจำเมือง"สุนัขนาม"ในอดีต จนกระทั่ง ทำเนียบท้องที่ของกระทรวงมหาดไทย พ..2486 หลังจากนั้นจึงมีผู้เกิดความคิดขึ้นว่า กำมะรา แปลไม้ได้ จึงได้เปลี่ยนให้เป็น กมลา เป็นภาษาไทยผสมอินเดีย แปลว่า ดอกบัว
                2.
ตามตำนานเล่าขนสืบทอดต่อกันมาว่า มีชาวบ้านคนหนึ่ง ชื่อตายมดิง บ้านเดิมอยู่ที่ กะรน มีอาชีพทำสวนกล้วยที่ป่าตอง นอกจากนี้แกเป็นคนแก่เรียน มีตำรามากมายเก็บไว้ที่ตำบลกมลา มีอาวุธประจำกายคือ หอก ซึ่งใหญ่มาก ไม่สามารถแบกได้เหมือนหอกทั่วไป จำเป็นต้องลากอยู่เป็นประจำ คือลากจากป่าตอง เพื่อทำสวนกล้วย(มีใบตองมากจึงเรียกป่าตอง) ลากไปบ้านกมลาเพื่อศึกษาตำรับตำรา และลากกลับบ้านที่กะรน(บ้าน) เป็นอย่างนี้อยู่ตลอดชีวิต หมู่บ้านที่เก็บตำราของตายมดิง จึงกลายเป็นบ้านกมลา ปัจจุบันคำว่า ตำรา ภาษาพูดถิ่นใต้ จะพูดว่า ตำมหรา และอาศัยสำเนียงใต้นี้เอง 

ความสำคัญของการเสริมสร้างความเข้มแข็งของสภาองค์กรชุมชนตำบลกมลา
                ในปี 2535 การท่องเที่ยวมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากป่าตองมาถึงกมลาทำให้ที่ดินมีราคาสูงขึ้น มีนักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนโดยการกว้านซื้อที่ดินจากคนในพื้นที่ ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้ชาวบ้านต่างขายที่ดินออกไป จนเหลือเพียงที่ดินที่สร้างบ้านพอได้อาศัยอยู่เท่านั้น มีโรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยวเกิดขึ้นมากมาย ผลประโยชน์ที่เกิดจากการท่องเที่ยวกับตกอยู่กับนายทุนแต่ชาวบ้านในพื้นที่ต้องไปเป็นลูกจ้างในโรงแรม ลูกจ้างในกิจการการท่องเที่ยว และในแต่ละวันมีปริมาณขยะจำนวนมาก ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ได้แต่ไม่ถูกจัดการให้เกิดประโยชน์ ในปี2558 ที่ผ่านมาสภาองค์กรชุมชนตำบลกมลา ได้สนับสนุนให้ชาวบ้านมีการคัดแยกขยะจากครัวเรือน เอาขยะเปียกมาทำปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ ส่วนขยะแห้งมีการเอาไปขายเพื่อนำรายได้สมทบเข้ากองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล ไปจัดสวัสดิการให้กับสมาชิก (สุวัฒน์, 2559)

ปี 2559 คณะทำงานสภาองค์กรฯได้ร่วมกันทำเวทีแผนยุทธศาสตร์ตำบลกมลา โดยมีเครือข่ายภาคีเข้าร่วมคิดร่วมในยุทธศาสตร์การพัฒนาแกนนำและกลไกการจัดการของภาคประชาชน การจัดการเศรษฐกิจและทุนชุมชนและการจัดการสิ่งแวดล้อม (ขยะ) ท่องเที่ยวชุมชน  แนวคิดที่ว่าทำยังไงนักท่องเที่ยวจะลงสู่ชุมชนไม่ปล่อยให้ทุนต่างชาติเอาผลประโยชน์ไป คณะทำงานสภาองค์กรชุมชนตำบลกมลาได้เห็นความสำคัญในการขับเคลื่อนประเด็นขับเคลื่อนงานดังกล่าว จึงได้ร่วมกันทำแผนงานโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งของสภาองค์กรชุมชนสู่เศรษฐกิจทุนชุมชนฐานรากของตำบลกมลาในปี 2559 ภายใต้การสนับสนุนงบประมานจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์กรมหาชน)

วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

บ้านท่าฉัตรไชย มีอะไรให้ดู

บ้านท่าฉัตรไชย อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต
โดย สภาองค์กรชุมชน จังหวัดภูเก็ต
เมืองหน้าด่าน ตำนานรักสารสิน ถิ่นมอเกล็น ดินแดนวัฒนธรรม
          ท่ามกลางกระแสแห่งทุนที่โถมกระหน่ำเข้ามายังดินแดนไข่มุกแห่งอันดามัน สวรรค์เมืองใต้ ยังมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ณ บ้านท่าฉัตรไชย ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ที่รวมตัวกันเพื่อจัดการท่องเที่ยวชุมชน บ้านท่าฉัตรไชย โดยจัดเส้นทางการท่องเที่ยวตามวิถีชุมชน และสร้างชุมชนน่าอยู่ปลอดขยะและห่างยาเสพติดโดยตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม วิถีวัฒนธรรม ภูมิปัญญาในท้องถิ่นโดยคนในชุมชน
          บ้านท่าฉัตรไชยคือประตูสู่จังหวัดภูเก็ตที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะภูเก็ตโดยมีสะพาน เทพกระษัตรี สะพานศรีสุนทร และสะพานสารสิน เชื่อมต่อเกาะภูเก็ตกับพื้นแผ่นดินใหญ่ของประเทศไทย เป็นพื้นที่ตำนานสะพานรักสารสินที่เลื่องลือ บ้านท่าฉัตรไชยเป็น หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ยังคงรักษาขนบประเพณี วิถีชีวิต ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของเกาะภูเก็ตจากระบบทุนขนาดใหญ่ ทำให้คนในพื้นที่ยิ่งตระหนักถึงความสำคัญในการดำรงไว้ซึ่งวิถีชีวิตชุมชนเพื่อความสุขที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงเรายังคงพบเห็น การชีวิตร่วมกันของกลุ่มคนที่หลากหลาย อาชีพประมงพื้นบ้าน การหาหอย ปู ปลา แมงกะพรุน กุ้งมังกร และ จักจั่นทะเล ยังคงอยู่คู่กับการอนุรักษ์ป่าชายเลนอันเป็นแหล่งอาหารและอนุบาลสัตว์น้ำ เพราะคนบ้านท่าฉัตรไชย เรียนรู้ที่จะรักษาแหล่งอาหารและความสมดุลธรรมชาติเพื่อความยั่งยืนสู่อนาคต ศิลปะ วัฒนธรรมอันดียังคงอยู่และสามารถนำมาถ่ายทอดประยุกต์เพื่อให้เกิดรายได้ ไม่ว่าจะเป็น อาหารทะเลสดๆ หรืออาหารทะเลแปรรูป พืชผักพื้นบ้าน การทำผ้าบาติก การฝังทรายบำบัดโรค หรือแม้นแต่การนำเสนอศิลปะการแสดงรองแง็ง ของชาวชาติพันธุ์ชาวมอเกล็น รวมทั้งเรื่องราวเล่าขานตำนานอันทรงคุณค่าที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้ที่สนใจและแสวงหาความสุขจากการท่องเที่ยวตามวิถีชุมชน ด้วยการร้อยเรียงเรื่องราววิถีชีวิตประเพณี วัฒนธรรมภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อให้มีความสมบูรณ์อย่างยั่งยืนสืบไป

ที่มา
          จังหวัดภูเก็ต เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่มีความเป็นธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สวยงาม มีหาดทราย ทะเล ป่าชายเลน ปะการัง รวมทั้งแหล่งวัฒนธรรม จารีตประเพณี จนทำให้ชาวภูเก็ตส่วนใหญ่ หันมาประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นอาชีพหลัก ซึ่งทำให้เศรษฐกิจจังหวัดภูเก็ตเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีนักธุรกิจทั้งต่างชาติเข้ามาลงทุนกันมากมาย การแสวงหาผลประโยชน์ จากความเป็นเมืองท่องเที่ยว มีการแข่งขันทางด้านธุรกิจ ในยุคทุนนิยม กระแสนิยม จนกลายเป็นการท่องเที่ยวกระแสหลัก คือ การขายบริการ การให้ความสะดวกสบายแก่นักท่องเที่ยว เพื่อผลตอบแทนทางด้านการลงทุน จังหวัดภูเก็ต ไข่มุกแห่งอันดามัน หรือศูนย์กลางแห่งการท่องเที่ยว ในอนาคตหากมุ่งเน้นแต่ในด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว จะกลับกลายเป็นการทำลาย สภาพของสังคมวัฒนธรรม และสภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติควบคู่กันไปด้วย ในที่สุดการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต หรือที่เรียกว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ก็จะเสื่อมสภาพลงเรื่อย ๆ หากไม่ได้รับการแก้ไขดูแลรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ โดยปล่อยให้การท่องเที่ยว กระแสหลักพัฒนาไปจนไม่มีขีดจำกัด หรือยังขาดมาตรการในการควบคุมดูแลที่ชัดเจนและเคร่งครัด ซึ่งจะส่งผลให้อนาคตลูกหลานรุ่นต่อ ๆ ไปจะไม่ได้เห็น ไข่มุกแห่งอันดามันอย่างแน่นอน
สภาพทางภูมิศาสตร์ หมู่ที่ ๕ บ้านท่าฉัตรไชย เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ มีป่าชายเลนที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำทะเลตามระบบนิเวศ มีหาดทรายแก้วเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีความหลากหลายทางสังคมประเพณี และวัฒนธรรม ความเป็น เอกลักษณ์ ของวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ มอเกล็น รวมทั้งเป็นเส้นทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดภูเก็ต จากความหลากหลายของสังคมในพื้นที่ หมู่ที่ ๕ บ้านท่าฉัตรไชย ซึ่งมีความแตกต่างจากพื้นที่อื่น ๆ ของจังหวัดภูเก็ตอย่างสิ้นเชิง เนื่องจาก หมู่ที่ ๕ บ้านท่าฉัตรไชย ยังคงเป็นพื้นที่สังคมชนบท ด้วยสาเหตุที่เป็นพื้นที่ของทางราชการ(พื้นที่ราชพัสดุ)ที่มีไว้ตามนโยบายของรัฐบาล ให้กลุ่มประชากรฐานรากที่เดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยได้เช่าอยู่ เพราะฉะนั้นกลุ่มทุนธุรกิจ หรือนักธุรกิจจึงไม่สามารถเข้ามาลงทุนพัฒนาพื้นที่ได้  จากสาเหตุจำนวนประชากรที่เข้ามาอยู่รวมกัน เกือบทั่วทุกภาคของประเทศไทย รวมทั้งกลุ่มชาติพันธุ์มอเกล็น ย่อมก่อให้เกิดปัญหาทางด้านสังคม มากมาย อาทิ ปัญหาด้านการศึกษายังมีผู้ไม่รู้หนังสือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาขยะและสภาพแวดล้อม ปัญหายาเสพติดและแหล่งมัวสุม ปัญหาด้านอาชีพและเศรษฐกิจชุมชน และปัญหาการมีส่วนร่วม จากการสำรวจข้อมูลเชิงวิเคราะห์ SWOT เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๗ โดย ผู้ใหญ่บ้านและคณะกรรมการหมู่บ้าน ได้นำการวิเคราะห์มาเป็นแผนพัฒนาหมู่บ้าน โดยสรุปประเด็นการแก้ไขปัญหาวิกฤตของหมู่บ้านจะต้องพัฒนาที่ “คน” เป็นประการหลัก คือการสร้างการมีส่วนร่วมเพิ่มบทบาทให้คนในหมู่บ้านเกิดความรู้สึกความเป็นเจ้าของ โดยกำหนดเป็นยุทธศาสตร์พัฒนาหมู่บ้าน คือ เมืองหน้าด่าน ตำนานรักสารสิน ถิ่นมอเกล็น ดินแดนวัฒนธรรม โดยอาศัยการบริหารจัดการกับสิ่งที่มีอยู่ภายในหมู่บ้าน สร้างความแตกต่างจากการท่องเที่ยวกระแสหลักของจังหวัดภูเก็ต มาเป็นจุดขายเพื่อดึงนักท่องเที่ยวมาสัมผัสวิถีชีวิตบ้านท่าฉัตรไชย ทั้งนี้หมู่บ้านจะต้องจัดระบบหมู่บ้านตนเอง ซึ่งจะก่อให้เกิดความเข้มแข็งจากภายใน อันจะนำมาสู่ความ มั่นคง มั่งคั่ง ยังยืน ต่อไป


          จากวิถีชีวิตที่น่าสนใจของคน บ้านท่าฉัตรไชย นำไปสู่การรวมตัวครั้งสำคัญของชาวบ้านและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนชุมชนตามแนวทางการอนุรักษ์ วิถีวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับผู้ที่สนใจในการต่อยอดองค์ความรู้การพัฒนาเศรษฐกิจโดยชุมชนฐานราก จากชุมชนร่วมกับภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ได้แก่  สำนักงานจังหวัดภูเก็ต พัฒนาชุมชน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 กำนันตำบลไม้ขาว พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ สื่อมวลชน ตัวแทนภาคธุรกิจการท่องเที่ยว เครือข่ายและประชาชนเข้าร่วม ด้วยทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรทางธรรมชาติที่มีอย่างเหลือเฟือ ชุมชนจึงได้กำหนดฐานเรียนรู้เพื่อร้อยเรียงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยใช้แผนที่ทางความคิดของชุมชน บ้านท่าฉัตรไชย แบ่งเส้นทางออกเป็น 4 ฐาน ดังนี้

ผลการดำเนินงานและคุณค่าของโครงการคือ

“เกิดเป็นศูนย์การเรียนรู้และเกิดข้อตกลงกติการ่วมกันของคนในชุมชน
1.ฐานเรียนรู้เพื่อร้อยเรียงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แบ่งออกเป็น 4 ฐานดังนี้
ฐานที่ 1 เมืองหน้าด่าน ลมหายใจแห่งภูเก็ต ศูนย์นวัตกรรมอุทยานฯ สัมผัสธรรมชาติล่องเรือแคนนู ชมความสมบูรณ์ของป่าชายเลน

ฐานที่ 2  ตำนานรักสารสิน ล่องเรือสายธารลำน้ำศักดิ์สิทธิ์ ช่องปากพระ ชื่นชมพระอาทิตย์ตกดิน สัมผัสกับความรักที่อมตะนิรันกาล ชื่นชมกับการเลี้ยงกุ้งมังกรในกระชัง วิถีชีวิตชาวประมงพื้นถิ่น 

 ฐานที่ 3 ถิ่นมอเกล็น วิถีชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ มอเกล็นบ้านหินลูกเดียว สัมผัสกับวิถีชาวเลสัมผัส เพลงพื้นบ้านอันไพเราะ ระบำชาวเลที่น่าชื่นชม 

ฐานที่ 4 ดินแดนวัฒนธรรม ผลิตภัณฑ์และความหลากหลายของกลุ่มอาชีพ ของดี OTOP ผ้าบาติกที่งดงาม ปลาเค็มที่แสนอร่อย แมงกะพรุนลอดช่องแห้งที่มีสารคอลลาเจนสูงจากธรรมชาติ ทำให้หนุ่มสาวขึ้นอีกหลายสิบปี 

          คนที่บ้านท่าฉัตรไชยสามารถร้อยเรียงเรื่องราวดีๆที่คนในชุมชนมีร่วมกันให้สามารถถ่ายทอดสู่สายตาผู้มาเยือนอย่างน่ารักและอบอุ่นเพื่อเป็นทางเลือกที่ดีงามของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ กระจายรายได้กลับเข้าสู่ชุมชนฐานรากอย่างแท้จริง โดยที่ยังรักษาไว้ซึ่งขนบประเพณีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย สงบ สันติ และมีความสุขอย่างแท้จริง

2 ข้อตกลงกฎกติกา ข้อปฏิบัติของหมู่บ้าน ดังนี้
ช่วยกันรักษาดูแลความสะอาดภายในหมู่บ้านอย่างสม่ำเสมอ
ช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ
ตัวแทนครัวเรือนต้องเข้าประชุมทุกครั้ง
ไม่ขอข้อเกี่ยวกับยาเสพติดอย่างสิ้นเชิง
งดเหล้าบุหรี่ในเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน
ไม่ลักขโมยของผู้อื่น
ยอมรับและปฏิบัติตามกฎกติกาทุกข้อ
สร้างความรักความสามัคคีและเอื้ออาทรต่อกัน

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ตามรอย ตำบลศรีสุนทร



ตำบลศรีสุนทร

คนดีศรีสุนทร รู้รักสามัคคี อยู่ดีมีสุข
ด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
โดย สภาองค์กรชุมชน ตำบลศรีสุนทร
ประวัติความเป็นมา

          ตำบลศรีสุนทรเกิดจากการรวมตำบลเข้าด้วยกัน 2 ตำบล คือ ตำบลท่าเรือ และตำบลลิพอน และได้ตั้งชื่อว่าตำบลศรีสุนทร เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๖ เพื่อรำลึกและเชิดชูเกียรติแก่ท้าวเทพกระษัตรีและท้าวศรีสุนทร สองวีรสตรีผู้กอบกู้ป้องกันบ้านเมืองจากการรุกรานของต่างชาติ ต่อมาประชาชนชาวภูเก็ต โดยการนำของนายอ้วน สุระกุล ผู้ว่าราชการ จังหวัดภูเก็ต ในสมัยนั้น ได้ร่วมใจกันสร้าง อนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2509 โดยอนุสาวรีย์ ตั้งอยู่กลางวงเวียน บนถนนเทพกระษัตรี อำเภอถลาง (บ้านท่าเรือ) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินมาเปิดอนุสาวรีย์ เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๑๐ ณ ตำบลศรีสุนทรในปัจจุบันเพื่อให้ลูกหลานชาวไทยได้รำลึกถึงวีรกรรมของวีรสตรีและบรรพบุรุษชาวถลางที่ปกบ้านป้องเมืองไว้ให้ลูกหลานสืบมา
          นอกจากเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่สำคัญของปวงชนชาวไทยแล้ว ตำบลศรีสุนทรยังเป็นพื้นที่ที่มีเรื่องราวพื้นบ้านที่น่าสนใจมากมายเช่น ประวัติบ้านท่าเรือ บ้านพอน บ้านม่าหนิก อีกทั้งยังมีวิถีชีวิตที่ยังคงอนุรักษ์ประเพณีศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิม เช่น หัตถกรรม จักรสาน ทำไม้กวาด ขนมพื้นบ้าน งานผ้าบาติก น้ำมันมะพร้าว การปลูกพืชผักพื้นเมือง การเกษตรเชิงอินทรีย์ บนความหลากหลายทางวัฒนธรรมดังปรากฏสถานที่ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นศาลเจ้าท่าเรือ วัดศรีสุนทร วัดท่าเรือ ศาลหลักเมือง และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติถลาง บ้านพระยาวิชิตสงคราม ฯลฯ 
ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกและเทคโนโลยีแต่ชาวศรีสุนทรยังคงยืนหยัดที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีเพื่อลูกหลานด้วยการรวมกลุ่มจัดตั้งสภาวัฒนธรรม กองทุนสวัสดิการชุมชน และสภาองค์กรชุมชนขึ้น เพื่อช่วยกันดูแล ชีวิตความเป็นอยู่ วิถีชุมชน วัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม เหมือนที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้



ประวัติหมู่บ้านชุมชน
ตำบลลิพอน (เดิม)  บ้านลิพอน บ้านพอน หรือ บ้านหลีกพ้นมีหนึ่งความเชื่อเดิมเล่าว่า ในสมัยที่พม่าได้ยกทัพมาตีเมืองถลาง ชาวบ้านได้หลบภัยมาอยู่ที่นี่ ทหารพม่าตามหาชาวบ้านไม่พบ ชาวบ้านจึงเรียกที่นี่ว่า บ้านหลีกพ้น
          ตำบลท่าเรือ (เดิม) บ้านท่าเรือ สถานที่แห่งนี้เป็นเมืองท่ามาตั้งแต่อดีต เคยเป็นท่าเรือใหญ่ที่ชาวต่างประเทศต้องแวะมาติดต่อกับเมืองถลาง บริเวณท่าเรือเคยเป็นที่อยู่ของ "พระยาพิมลขันธ์" ผู้เป็นสามีของท้าวเทพฯ เมื่อ พ.ศ.2327 สมัยก่อนที่นี่มีบ้านเรือนอยู่ราว 80 หลังคาเรือนเท่านั้น
ท่าเรือแห่งนี้ถือเป็นแหล่งการค้าที่สมบูรณ์ที่สุด แขกบ้านแขกเมืองที่จะเข้ามาติดต่อการค้ากับหัวเมืองต่างๆ ก็ต้องนำเรือมาขึ้นลงที่ท่านี้ แล้วจึงนั่งช้าง หรือขี่ม้าออกไปยังหัวเมืองนั้นๆ
ภายในบริเวณท่าเรือก็จะมีการค้ารายย่อย เช่น เสื้อผ้า แพรพรรณ เครื่องประดับต่างๆ และชาวเมืองถลางท่าเรือก็มักจะนำสินค้าพื้นเมือง เช่น ดีบุก หรือของป่า มาแลกเปลี่ยนกับสินค้าเหล่านั้น เมืองถลางท่าเรือเคยมีเจ้าเมืองที่มาจากพ่อค้าชื่อ”เจ๊ะมะ” หรือ “มะเจิม” เจ๊ะมะ  เป็นบุคคลในตระกูลเชื้อสายเจ้า ผันชีวิตตนเองมาเป็นพ่อค้าที่มีชื่อเสียงอยู่ที่เมืองถลางท่าเรือ มีสมาชิกที่ร่วมกันทำการค้าที่บ้านท่าเรือเป็นจำนวนมาก เจ้าพระยานครได้ยกถลางท่าเรือขึ้นเป็นเมือง และให้เจ๊ะมะ เป็นพระยาถลาง ปกครองเมืองถลางท่าเรือ ต่อมามีประชาชนเพิ่มมากขึ้น จึงได้มีการยกเมืองถลางขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ ส่วนพระถลางเจิม ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น“พระยาถลางเจิม” พระยาถลางเจิมมีบุตรชายชื่อแก้ว ได้ตำแหน่งเป็นพระภูเก็จอยู่ที่บ้านเก็ตโฮ่ พระภูเก็ตแก้ว มีบุตรชายชื่อทัด ได้เป็นพระยาวิชิตสงคราม เจ้าเมืองภูเก็ต


          ในปี พ.ศ. 2491 ได้เกิดเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างกุลีจีนต่างก๊ก เรื่องผลประโยชน์ของการค้าแร่ ทำให้ผู้คนเดือนร้อน และล้มตายเป็นจำนวนมาก ท่านพระยาวิชิตสงครามจึงได้ออกจากเมืองภูเก็ต มาสร้างบ้านที่แข็งแรงดั่งป้อมปราการในที่ดินของปู่(พระยาถลางเจิม) ต่อมาพระยาวิชิตสงคราม แก่ชราลง ได้รับเลื่อนขึ้นเป็นพระยาจางวาง จึงได้ยกบ้านหลังนี้ให้กับพระยาภูเก็จลำดวน บุตรคนโตของท่าน ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการเมืองภูเก็จ แต่พระยาภูเก็จลำดวนได้ติดค้างค่าภาษีอากร จึงมอบบ้านหลังนี้ให้เป็นของหลวง ปัจจุบันบ้านหลังนั้น ได้กลายเป็นโบราณสถานของจังหวัดภูเก็ต 

ของดีของคนตำบลศรีสุนทร
ม.1 บ้านลิพอนเขาล้าน สมัยก่อนภูเขาไม่มีต้นไม้ เลยเรียกกันมาว่าบ้านลิพอนเขาล้าน

ม.2 บ้านลิพอนบางกอก สมัยก่อนเรียกหมู่บ้านหลีกพ้น ต่อมาเปลี่ยนเป็นหมู่บ้านลิพอน ต่อมามีพม่าตีถลางผ่านมาหมู่บ้านทำให้พม่ามองไม่เห็นหมู่บ้านเพราะมีต้นไม้บังเป็นเกาะอยู่ พม่าไม่เห็นเลยเข้าไปทางป่าคลอก ทำให้มีชื่อเรียกกันว่าบ้านลิพอนบางกอก
·       
ม.3 หมู่บ้านท่าเรือ เดิมมีคลองที่ใหญ่และมีเรือ 3 หลัก สำหรับบรรทุกสินค้าสมัยโบราณสถานที่สำคัญได้แก่
·     อนุสาวรีย์  วีรสตรีท้าวเทพกระษัตรีท้าวศรีสุนทร, บ้านพระยาวิชิตสงคราม,ศาลหลักเมือง
               บ้านพระยาวิชิตสงคราม  ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับศาลเจ้าท่าเรือ  มีคลองหัวท่าขั้นระหว่างบ้านพระยาวิชิตสงครามกับศาลเจ้าท่าเรือ และอยู่ห่างจากสี่แยกอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี-ท้าวศรีสุนทรเพียงเล็กน้อย บ้านพระยาวิชิตสงครามมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่กล่าวถึง อยู่ ๒ ฉบับ ทำให้ได้ความกระจ่างเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี  คือ  หนังสือจดหมายระยะทางไปตรวจราชการ แหลมมลายู ร.. ๑๒๑  ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์       และหนังสือจดหมายเหตุประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ ร.. ๑๒๘  ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ ๖  เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ โดยทั้ง ๒ พระองค์ได้เสด็จสถานที่แห่งนี้  และได้ระบุลักษณะของบ้านหลังนี้ไว้ตรงกันคือ มีกำแพงมั่นคงแข็งแรง และมีป้อมหรือหอรบอยู่ทั้ง ๔ ด้าน โดยเฉพาะรัชกาลที่ ๖ ทรงเสด็จ ฯ สถานที่แห่งนี้เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ร.. ๒๘ (..๒๔๕๒

ม.4 หมู่บ้านบางโจ เดิมเป็นหมู่บ้านที่ทำไร่เลื่อนลอย อยู่ตามริมน้ำ เป็นหลุมเป็นบ่อ
·    
ม.5 บ้านลิพอนใต้ ตั้งอยู่ทิศใต้ของหมู่บ้านและเป็นหมู่บ้านที่ใหญ่  บ้านนาสาด มีนามาก ช่วงที่นาข้าวสุกจะดูเหมือนกับพื้นสาด(เสื่อ) เป็นที่ตั้ง อนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรีท้าวศรีสุนทร
·  
ม              ม.6 บ้านยา เป็นหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกล ไปมาลำบาก ชาวบ้านจึงไม่ค่อยเดินทางไป
      เป็นที่ตั้งของศาลเจ้าแม่นางถลาง

ม.7 บ้านม่าหนิก บางตำนานเล่าขานเชื่อกันว่าเป็นเพราะม้าบรรทุกสินค้าหนักมาก ทำให้ม้าตาย จึงเพี้ยนมาเป็นม่าหนิก
อีกความเชื่อคือ ชื่อว่า"บ้านมานิค"ซึ่งมาจากคำภาษาทมิฬโบราณ แปลว่า "ทับทิม หรือ แก้ว" มีการสันนิษฐานว่าเป็นชื่อผันแปรมาจากคำว่า "มนิกกิมัม"ในจารึกภาษาทมิฬที่พบจากอำเภอตะกั่วป่า ใกล้ๆกับเทวรูปในศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไวษณพนิกายซึ่งถูกทิ้งอยู่ในเขาพระนารายณ์นานมาแล้ว คำว่า "มนิกกิมัม"แปลว่า"เมืองทับทิม" หรือ "เมืองแก้ว"
·       มีศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ด้าการปลูกผักปลอดสารพิษ , ด้านการเลี้ยงปลา
·       เขื่อนบางเหนียวดำ จุดชมวิวศาลาแปดเหลี่ยม น้ำตกโตนไอ้เฮ
ม.8 บ้านพอนหัวหาร – บ่อแร่ เป็นพื้นที่ที่ยื่นออกไปในน้ำ มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่ บ่อเงิน (น้ำคัน) บ่อทอง (บ่อแร่)
เป็นการรวมหมู่บ้าน 4 ชุมชน คือ  บ้านลิพอน หัวหาร , บ้านแขก, บ้านผุด บ้านบ่อแร่
บ้านหัวหาร มี2 ความเชื่อ คือ เดิมพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่ารกมีสัตว์อาศัยอยู่มากโดยเฉพาะเสือ ทำให้ไม่มีใครกล้ามาตั้งถิ่นฐาน แต่มี 3 ต้นตระกูลมาอาศัยจึงเรียกว่า บ้านหัวหาร
อีกความเชื่อ คือ หนองน้ำในหมู่บ้านเดิมเรียกหนองหาร บริเวณหมู่บ้านจึงเรียกบ้านหัวหาร

บ้านแขก เป็นบริเวณชุมชนมุสลิม
บ้านบ่อแร่ จะมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์และมีรูปปั้นพ่อท่านบ่อแร่เป็นที่เคารพบูชาของชาวบ้าน
บ้านผุด เดิมพื้นที่ดังกล่าวมีตาน้ำผุดอยู่ทั่วบริเวณ

                              สถานที่สำคํญคือศาลเจ้าสักการะพ่อท่านบ่อแร่


·       

ข้อมูลรายการพาเที่ยวชุมชน DC cable